ผู้ป่วยโรคลมชักเสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่าคนทั่วไปหรือไม่?

หากจะพูดถึงผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชัก แล้วนั้น โอกาสที่เค้าจะเสียชีวิตนั้นมีมากเหมือนกัน ซึ่งสาเหตุมาจากหลายสาเหตุและหลายเหตุการณ์ บางคนเป็นโรคลมชักก็อาจจะมีอาการกำเริบเลเลยเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ นั่นถึงกล่าวได้ว่า โอกาสเสียชีวิตในผู้ป่วยโรคลมชัก ไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไป มีรายงานว่า มีบางคนที่มีอาการกำเริบแล้ว เกิดเสียชีวิตกระทันหัน บางพื้นที่ หรือบางคนจะเรียกว่า อาการไหลตาย ซึ่งจะพบในผู้ป่วยไทย และสาเหตุที่เสียชีวิตแบบกระทันหันนี้ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคลมชักมากกว่า เช่น โรคเนื้องอกสมอง โรคอัมพาตจากหลอดเลือดสมองตีบ ตัน หรือแตก อย่างไรก็ตามผู้ป่วยอาจเสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการชัก เช่น ชักขณะขับรถ ชักขณะอยู่ในที่สูง ถูกไฟไหม้ น้ำร้อนลวกเนื่องจากขณะชักมีอาการหมดสติส่งผลให้เกิดอุบัติ เหตุและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุได้ เห็นมั้ยละครับว่า โอกาสของผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชักนั้น มีความเสี่ยงไม่ต่างอะไรกับคนปกติ

"ควรดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี กินยาตรงเวลา ไม่ประมาท ไม่ขับรถ "

ทำอย่างไรถ้า โรคลมชักกำเริบตอนท้อง



คุณเป็นโรคลมชักและกำลังตั้งครรภ์ ซึ่งหมอต้องจัดคุณอยู่ในกลุ่มผู้ตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากทั้งหมอสูติ และหมออายุรกรรมที่เชี่ยวชาญเรื่องลมชักอย่างใกล้ชิด ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น คือโอกาสที่เด็กเกิดมาผิดปกติจะสูงกว่าคนทั่วๆ ไป นอกจากนี้ยังจะชักมากขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ เนื่องจากในช่วงตั้งครรภ์ตับและไตจะเผาผลาญยา (Metabolize) ได้มากขึ้น การกินยากันชักในจำนวนที่น้อยเกินไป เพราะแม่มัวแต่ห่วงว่ากินยาแล้วจะมีอันตรายต่อลูก ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้แม่ชักมากขึ้น ยากันชักที่ทำให้เกิดความผิดปกติในเด็ก ได้แก่
-Phenytion
-Phenobarbital
-Primidone
-Valproate
-Carbamazepine
ถ้าต้องกินยากันชักหลายตัว ก็ยิ่งเสี่ยงต่อการทำให้เด็กผิดปกติจริงๆ แล้วก่อนที่ผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชักจะตั้งครรภ์ ควรลดยากันชักให้เหลือเพียงตัวเดียว และพยายามใช้ยาขนาดน้อยที่สุดที่จะควบคุมการชักไว้ได้ ในผู้ป่วยที่ไม่ชักติดต่อกัน 2-5 ปี แพทย์อาจพิจารณาให้หยุดยาได้
ยากันชักต่างๆ จะทำให้สารโฟเลทในร่างกายลดน้อยลง ซึ่งมีผลทำให้เกิดความผิดปกติในระบบประสาทของเด็ก (Neural tube defect) ดังนั้นถ้ามีแผนจะตั้งครรภ์ ให้กิน Folate ก่อนที่จะตั้งครรภ์สักระยะหนึ่งก่อนยานี้ เป็นยาที่ถูกหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป
สำหรับคุณซึ่งขณะนี้กำลังตั้งครรภ์อยู่ควรได้รับการเช็คระดับยากันชักในเลือดทุกเดือนว่าระดับยาเพียงพอที่จะควบคุมการชักได้หรือไม่, ยามากไปหรือไม่ ฯลฯ หมอที่ดูแลคุณจะได้ปรับขนาดของยากันชักให้เหมาะสม
นอกจากนี้ยังต้องเจาะเลือดหา Maternal serum alpha fetoprotein การตรวจนี้จะดูความผิดปกติทางระบบประสาทของเด็ก เมื่อแม่ตั้งครรภ์ได้ 19-20 อาทิตย์ แพทย์จะอัลตราซาวด์ดูว่า เด็กผิดปกติไหม โดยจะดูหน้าดูอวัยวะให้ระบบประสาท ดูหัวใจ เป็นต้น แพทย์บางท่านอาจพิจารณาให้เจาะน้ำคร่ำมาตรวจความผิดปกติด้วย การที่แม่ชักระหว่างตั้งครรภ์จะมีอันตรายได้ เช่น ถ้าหากแม่ชักแล้ว ล้มไปกระแทกถูกท้อง อาจทำให้รกลอกตัวก่อนกำหนด ซึ่งจะทำให้เด็กขาดออกซิเจน และเสียชีวิตได้ หรือถ้าแม่สำลักอาหารระหว่างตั้งครรภ์เกิดจากการที่ตับและไตเผาผลาญ (Metabolize) ยากันชักได้มากขึ้นแล้ว ยังเกิดจาก
-แม่มีความเครียดมากขึ้น
-มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
-อาจนอนหลับไม่เพียงพอ
-กินยาไม่พอเพราะกลัวยาเป็นอันตรายต่อลูก ฯลฯ
ความผิดปกติที่พบในเด็กที่อาจเกิดขึ้นได้คือ อาจมีปากแหว่งเพดานโหว่ หัวใจผิดแกติ ระบบประสาทผิดปกติ (Meural tube defect) IQ ต่ำ พัฒนาการช้า ช่วงที่คลอดก็เป็นช่วงที่หมอต้องดูแลคุณอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการชักระหว่างคลอด ซึ่งถ้าดูและอย่างดี 90% ของการคลอดจะผ่านไปได้ด้วยดี หมอขอให้คุณรีบฝากครรภ์กับโรงพยาบาลใหญ่ๆ ที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านลมชักที่จะดูแลคุณอย่างดี และขอให้คุณและลูกแข็งแรงสมบูรณ์ และปลอดภัย

บทความจาก http://motherandchild.in.th

โรคลมชัก มีอาการชักแบบใดบ้าง



โรคลมชักนั้นหลายคนยังสงสัยว่า อาการเวลาผู้ป่วยชักทำอย่างไร เราถึงจะรู้ว่าเค้าชักเพราะเป็นโรคลมชัก เราจะทราบและแยกได้อย่างไร ว่านั่นคือการชักจากโรคดังกล่าวหรือ ชักจากโรคอื่น ผมเชื่อว่าหลายคนจะเจอเหตุการณ์เช่นนี้แต่ไม่สามารถที่จะแยกออกได้ว่าเกิดการชักเนื่องจากสาเหตุอะไร
อาการชักอาจจะสามารถแบ่งได้โดยง่าย ๆ เป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ
กลุ่มผู้ป่วยแรกคือ กลุ่มที่มีอาการชักจากการทำงานที่ผิดปกติของสมองบางส่วน อาการแสดงที่เกิดจากสมองทำงานผิดปกติเฉพาะตำแหน่งนี้ มักจะมีได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับสมองที่ทำงานผิดปกตินั้นมีหน้าที่ควบคุมอะไร อาทิ ถ้าสมองส่วนที่มีการทำงาน ผิดปกติเฉพาะส่วนนั้นเกิดขึ้นบริเวณสมองส่วนที่ควบคุม กล้ามเนื้อแขนและใบหน้า อาการแสดงของอาการชักชนิดนี้จะเป็นเพียงการกระตุกเกร็ง ของกล้ามเนื้อใบหน้า หรือแขน แต่ถ้าหากสมองส่วนที่มีการทำงานผิดปกติในขณะที่ มีอาการชักนั้นเป็นสมองส่วนที่ควบคุม ประสาทสัมผัสรับรู้ของเขา ในขณะทีผู้ป่วยมีอาการชัก อาการแสดงออกจะเป็นเพียงอาการชา ของแขนในบริเวณ ที่สมองส่วนที่มีอาการชักควบคุมดูแล เป็นต้น
เนื่องจากแต่ละส่วนของสมอง มีหน้าที่การทำงานเป็นล้าน ๆ อย่างในชีวิตประจำวัน ทั้งความคิดอ่าน, อารมณ์, ความรู้สึก, ความคิด เป็นต้น ดังนั้นขณะที่สมองมีอาการชักนั้น อาการแสดงจึงสามารถแสดงออกได้ทั้งอาการชักเกร็งกระตุก หรืออาการแสดงผิดปกติ ที่ไม่ใช่เป็นอาการชักเกร็งกระตุกก็ได้ อาการชักที่ไม่ใช่อาการชักเกร็งกระตุกอาจจะมีได้ หลายรูปแบบ อาทิ ตาเหม่อลอย, ไม่รู้สึกตัว, ผงกศีรษะหรือสัปหงก, สะดุ้งผวา หรือกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งซ้ำ ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ และไม่รู้สึกตัว อาการชักชนิดที่ไม่ได้ แสดงออก ในรูปแบบของอาการชักเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อของร่างกายมักจะเป็น อาการที่แอบแฝง และไม่เป็นที่สังเกตของคนทั่วไป และมักจะนำมาพบแพทย์ช้า หรือวินิจฉัยได้โดยยาก

เป็นโรคลมชัก ได้อย่างไร



วันนี้เราจะพูดถึงสาเหตุของโรคลมชักกัน บทความก่อนเรามีทำความรู้จักกับโรคไปแล้วว
สาเหตุของโรคลมชักเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน วันนี้จะเอามาเล่าให้ฟัง
- เกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง
- การพัฒนาการทางสมองที่ผิดปกติ
- เกิดจากอุบัติเหตุที่ศีรษะ
- โรคเนื้องอกในสมอง
- โรคติดเชื้อในสมอง
- โรคสมองเสื่อมหรืออาจจะเป็นโรคอัลไซเมอร์

นอกจากนั้นในแต่ละกลุ่มอายุจะมีสาเหตุการชักที่แตกต่างกัน เช่น
1. ผู้ป่วยอายุ 12-15 ปี มักจะเกิดจากการประสบอุบัติเหตุที่ศีรษะ พันธุกรรม โรคติดเชื้อ ไม่ก็เนื้องอกในสมอง หรืออาจจะเกิดจากการได้รับยา ที่ผิดในวัยเด็ก
2. ผู้ป่วยอายุ 18-35 ปี มักจะเกิดจากอุบัติเหตุที่ศีรษะ การหยุดเหล้าทันทีหรือเพราะดื่มเหล้าในปริมาณมากนานๆ เนื้องอกในสมอง เป็นที่การได้รับยา หรืออาจจะไม่ทราบสาเหตุ
3. ผู้ป่วยอายุ 35 ปีขึ้นไป มักจะเกิดจากสาเหตุโรคหลอดเลือดในสมอง เนื้องอกในสมอง การหยุดเหล้าทันทีหรือการดื่มเหล้ามาก ไตวาย ตับวาย ยา สมองเสื่อมและชนิดไม่ทราบสาเหตุ โดยยาที่มีผลต่อการชัก ได้แก่ ยาปฏิชีวนะบางชนิด เช่น ยาเพนนิซิลลินขนาดสูง ยาทางจิตเวช ยาสลบ ยาเสพติด และยาขยายหลอดลมเป็นต้น

ในแต่ละช่วงอายุก็จะมีสาเหตุที่ไม่ต่างอะไรกันมาก อยู่ที่เราจะรักษาตัว รักษาสุขภาพ ไม่ให้เป็นโรคที่เป็นที่มาของโรคลมชักเท่านี้เราก็แข็งแรงปลอดภัยแล้ว

เป็นโรคลม ชักจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร



ในการปฏิบัติของผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชัก นั้น หากทราบว่าตัวเองเป็นโรคลมชักให้ ปฏิบัติตัวตามที่หมอสั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยต่อตัวเอง เมื่อมีการกำเริบของอาการลมชัก ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้
1. การรับประทานยากันชัก มีความสำคัญมากในการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดการกำเริบของโรค หรืออาการชักอีก สิ่งที่ต้องปฏิบัติได้แก่
1.1 รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
1.2 ห้ามหยุดยาเอง เพราะอาจเกิดอาการชักที่รุนแรงและอาจเสียชีวิตได้
1.3 เมื่อมีการไม่สบาย ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง ควรปรึกษาแพทย์และควรบอกแพทย์ว่าเป็นโรคลมชัก รับประทานยาอะไรอยู่บ้าง อย่าหยุดยาเอง
1.4 สังเกตอาการข้างเคียงจากการใช้ยา ว่ามีอาการผิดปกติหรือไม่ ถ้ามีให้รีบพบแพทย์เป็นการด่วน เช่น ผื่นขึ้นทั้งตัว เวียนศีรษะ เห็นภาพซ้อน เดินเซ นอนมาก เหงือกบวมโต ซีด เหลือง ชาปลายมือปลายเท้า
1.5 ถ้าลืมรับประทานยาในวันเดียวกัน ให้รับประทานทันทีที่นึกได้ ถ้าข้ามวันแล้วจะมีอาการชักให้ปรึกษาแพทย์ ถ้าไม่ชักให้รับประทานต่อทันที และมื้อต่อไปให้ทานยาปกติ


2.การปฏิบัติตนที่เหมาะสม
เพื่อป้องกันการชักซ้ำ และคุณภาพชีวิตที่ดี เมื่อมีไข้สูงให้รีบทำการเช็ดตัวเพื่อลดไข้แล้วรีบทานยาลดไข้ อย่าอดนอน ผ่อนคลายความเครียด ความทุกข์ ลดการดื่มสุราและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ต่างๆ และสตรีที่เป็นโรคลมชักอาจจะชักบ่อยช่วงก่อน - หลัง มีประจำเดือน ให้ปรึกษาแพทย์ และควรพกบัตรแสดงตนว่าเป็นโรคลมชัก เมื่อออกจากบ้านเพื่อความสะดวกของคนรอบข้างและเข้าไปพบแพทย์ทุกครั้งที่แพทย์ทำการนัด

3. ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ที่เกิดอาการชัก
3.1  หยุดกิจกรรมที่กำลังทำทันที เมื่อรู้สึกมีอาการชัก
3.2 บอกบุคคลใกล้ชิดขณะนั้นให้ช่วย (ถ้าทำได้)
3.3 นอนราบกับพื้นที่ไม่มีสิ่งกีดขวางวางกระแทกร่างกาย

4. การดำรงชีวิตอย่างคนปกติ ในขณะที่ไม่เกิดอาการชัก ให้ทำตัวเหมือนคนทั่วไป เช่น การเรียน การเล่นกีฬา แต่ควรเลี่ยงกิจกรรมบางชนิด เช่น การทำงานบนที่สูง เครื่องจักร การขับรถ อยู่ใกล้แหล่งน้ำหรือเตาไฟ การว่ายน้ำในทะเลหรือสระที่ไม่มีคนดูแล การดำน้ำเมืื่ออาการชักผู้ป่วยจะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้และหมดสติ เป็นอันตรายต่อชีวิตมาก

นี่คือสิ่งที่ผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชัก หรือ ลมบ้าหมูจะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

บทความที่ได้รับความนิยม

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม